ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งท้องถิ่นจะมาถึง www.korattimes.com พาไปเปิดประวัติและนโยบายสำคัญของบรรดาผู้สมัครนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา ทั้ง 4 คน ที่ลงสมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งจะเป็นอีกข้อมูลสำคัญที่ประกอบการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 11 พ.ค. 2568
ผู้สมัครหมายเลข 1 พรรคประชาชน : นายพงษ์ยุทธ สุภัทรวณิชย์ หรือ เหน่ง อายุ 58 ปี อดีตที่ปรึกษานายก ทน.และรองประธานหอการค้านครราชสีมา เป็นนักธุรกิจและนักการเมืองท้องถิ่นที่มีบทบาทสำคัญในจังหวัดนครราชสีมา เป็นผู้สมัครนายกเบอร์ 1 และ ส.ท. ทั้ง 4 เขต เบอร์ 1-6 เกือบทั้งหมดเป็นหน้าใหม่ไม่เคยเล่นการเมืองมาก่อน
ประวัติและครอบครัว
นายพงษ์ยุทธ เป็นชาวนครราชสีมาโดยกำเนิด มาจากครอบครัวคนไทยเชื้อสายจีนที่มีบทบาทในธุรกิจท้องถิ่น เขาเป็นน้องชายของนายฉัตร สุภัทรวณิชย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 1 จังหวัดนครราชสีมา จากพรรคประชาชน ครอบครัวสุภัทรวณิชย์ มีความเกี่ยวข้องกับการเมืองท้องถิ่นมาอย่างยาวนาน โดยนายพงษ์เลิศ สุภัทรวณิชย์ ซึ่งเป็นญาติของเขา เคยดำรงตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา
ประสบการณ์ด้านธุรกิจ
ก่อนเข้าสู่การเมือง นายพงษ์ยุทธ มีประสบการณ์ในภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในด้านอสังหาริมทรัพย์และโรงแรม เขาเป็นเจ้าของโรงแรม "ลีโอซอ" ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองนครราชสีมา โรงแรมนี้มีความโดดเด่นด้านการออกแบบและการบริการที่เน้นความสะดวกสบายสำหรับนักธุรกิจและผู้เดินทาง นอกจากนี้ เขายังเคยบริหารโรงแรมซิตี้ พาร์ค บนถนนมิตรภาพ และมีประสบการณ์ในธุรกิจเต็นท์รถยนต์อีกด้วย
เส้นทางการเมือง
นายพงษ์ยุทธ เริ่มเข้าสู่การเมืองท้องถิ่นโดยได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวและเครือข่ายทางการเมืองในจังหวัดนครราชสีมา ในการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา ปี 2568 เขาลงสมัครในนามพรรคประชาชน หมายเลข 1 โดยมีนโยบายที่เน้นการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน การส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น และการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการตัดสินใจ
นายพงษ์ยุทธ ได้ชูนโยบายหาเสียงที่มุ่งเน้นการพัฒนาเมืองโคราชให้มีความทันสมัย โปร่งใส และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยมีแนวคิดหลักในการขจัดระบบ "นายใหญ่" เพื่อให้การบริหารงานเทศบาลเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง
นโยบายเด่นของนายพงษ์ยุทธ สุภัทรวณิชย์
- แก้ไขปัญหาน้ำประปา: มุ่งเน้นการปรับปรุงระบบน้ำประปาให้มีความเสถียร ลดปัญหาท่อแตก และขาดแคลนน้ำ เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้น้ำได้อย่างเพียงพอและมีคุณภาพ
- พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน: ปรับปรุงถนนและระบบขนส่งมวลชนภายในเมือง เพื่อรองรับการเติบโตของเมืองและการเชื่อมต่อกับโครงการขนาดใหญ่ เช่น รถไฟความเร็วสูง และมอเตอร์เวย์ หมายเลข 6
- กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น: ส่งเสริมการจัดกิจกรรมและอีเวนต์ต่าง ๆ เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ โดยใช้จุดเด่นของเมือง เช่น ประตูชุมพล ลิเก ลูกทุ่ง หมอลำ และอาหารท้องถิ่น
- บริหารงานโปร่งใส ตรวจสอบได้: เน้นการบริหารงานเทศบาลที่โปร่งใส เปิดเผยข้อมูล และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจในหน่วยงานท้องถิ่น

นายพงษ์ยุทธและทีมงานได้รับการสนับสนุนจากบุคคลสำคัญในพรรคประชาชน เช่น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรค และนางสาวพรรณิการ์ วานิช โฆษกคณะก้าวหน้า ซึ่งได้ร่วมลงพื้นที่หาเสียงและสนับสนุนแนวคิดในการเปลี่ยนแปลงเมืองโคราชให้ดีขึ้น
ผู้สมัครหมายเลข 2 นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล เป็นนักการเมืองอาวุโสของจังหวัดนครราชสีมา และเป็นผู้สมัคร ในนามกลุ่ม "โคราชชาติพัฒนา" สำหรับการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมาในวันที่ 11 พฤษภาคม 2568 เขาได้รับการสนับสนุนจากพรรคชาติพัฒนา ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาล และมีฐานเสียงแข็งแกร่งในพื้นที่
ประวัติและครอบครัว
นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล วันเกิด: 8 มีนาคม พ.ศ. 2492 (อายุ 76 ปี) ภูมิลำเนา: อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา
การศึกษา:
-
- แพทยศาสตร์บัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- นิติศาสตร์บัณฑิต จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
- สาธารณสุขศาสตรมหาบัณฑิต จากมหาวิทยาลัยฮาวาย สหรัฐอเมริกา
ประสบการณ์ทางการเมือง:
-
- สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา 6 สมัย
- อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และกระทรวงอุตสาหกรรมต่อมาในเดือนมกราคม พ.ศ. 2555 จึงได้ขอออกจากตำแหน่ง เนื่องจากเหตุผลด้านสุขภาพ
- อดีตหัวหน้าพรรคชาติพัฒนา
ครอบครัว: สมรสกับนางเต็มศิริ ชาญนุกูลประธานผู้บริหารโรงเรียนอุบลรัตนนครราชสีมา และครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นพี่สาวของพลโทหญิงพูนภิรมย์ ลิปตพัลลภ
นโยบายหาเสียง มุ่งเน้นการพัฒนาเมืองโคราชให้เป็น "ห้องรับแขกของประเทศไทย" โดยมีนโยบายสำคัญดังนี้
- การจัดการน้ำ: แก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำเสีย และการขาดแคลนน้ำประปาในเขตเทศบาล
- สิ่งแวดล้อม: พัฒนาเมืองให้สะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
- การจราจร: ปรับปรุงระบบการจราจรให้คล่องตัวและปลอดภัย
- การท่องเที่ยว: ส่งเสริมโคราชให้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่ทันสมัย

ภายหลังจากกลุ่ม “ชาติพัฒนา” ได้เข้าไปบริหารเทศบาลนครนครราชสีมา 1 สมัยโดยส่งนายประเสริฐ บุญชัยสุข เข้าไปบริหารงาน แต่เนื่องจากปัญหาด้านสุขภาพ ในศึกเลือกตั้งครั้งนี้พรรคจึงมีมติส่ง นพ.วรรณรัตน์ ลงชิงชัยในสนามเลือกตั้งนี้ เพื่อรักษาเก้าอี้ของชาติพัฒนาไว้ให้ได้ แม้จะเข้าสู่วัยคุณปู่ แต่หัวใจและพลังในตัว เลือดของความเป็นนักการเมืองยังเข้มข้น นพ.วรรณรัตน์ ไม่เคยหวั่นไหว ใจเกินร้อย และมีความมุ่งมั่นที่จะนำประสบการณ์มาทำงานเพื่อชาวโคราช โดยชูนโยบายในการสานต่องานที่ทีมโคราชชาติพัฒนา ได้ทำไว้ให้กับเทศบาลนครนครราชสีมา ทั้งเรื่อง โครงการน้ำประปา เรื่องเศรษฐกิจ การปรับภูมิทัศน์เมือง และอื่นๆ
ผู้สมัครหมายเลข 3 นายมารุต ชุ่มขุนทด หรือ “กอล์ฟ” ผู้สมัคร “อิสระ” อดีตผู้สมัครนายก อบจ.นครราชสีมา ที่ประกาศลงสู้ศึกกับบ้านใหญ่มาแล้ว เขาคว้าคะแนนมาได้กว่า 200,000 คะแนนในการเลือกตั้งที่ผ่านมา “กอล์ฟ” เป็นนักธุรกิจชาวโคราชที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจร้านกาแฟแบรนด์ Class Café ซึ่งเติบโตขึ้นจากแนวคิดที่เน้นการพัฒนาชุมชนและการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่
ประวัติการศึกษา
ประถมศึกษา: โรงเรียนมารีย์วิทยา มัธยมศึกษา: โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย ปริญญาตรี: มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC)
เส้นทางอาชีพ 1. เริ่มต้นที่ INET หลังสำเร็จการศึกษา กอล์ฟเริ่มงานที่ บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) (INET) มีบทบาทสำคัญในการวางต้นแบบธุรกิจ e-Commerce ในยุคแรกของประเทศไทย เคยร่วมงานกับ Hutchison ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ มีหน้าที่หลักในการเปิดให้บริการโทรศัพท์มือถือแบรนด์ hutch
นอกจากนี้ ยังเป็น Assistan Vice President ผู้ช่วยรองประธานกรรมการผู้จัดการ แกรมมี่ Vice President รองกรรมการผู้จัดการ Hutch. และผู้จัดการธุรกิจบริการ Nokia โดยเมื่ออายุ 24 ปี ที่แกรมมี่ มารุตทำหน้าที่บุกเบิกธุรกิจดาวน์โหลดเพลง Ringtone ที่ได้ของเมืองไทย
ก้าวเข้าสู่ธุรกิจส่วนตัว ปี 2560: ก่อตั้งบริษัท “คลาส” เริ่มต้นด้วยธุรกิจโรงเรียนกวดวิชาและธุรกิจน้ำดื่ม หลังจากธุรกิจกวดวิชาเริ่มซบเซา กอล์ฟได้เปลี่ยนรูปแบบธุรกิจมาเป็น โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ จากนั้น เขาและทีมงานได้พลิกโฉมธุรกิจมาเป็นร้านกาแฟในชื่อ Class Café
ความสำเร็จและเป้าหมายในอนาคต Class Café ได้รับการยอมรับว่าเป็นแบรนด์ที่เชื่อมโยงกับชุมชน กอล์ฟตั้งเป้าที่จะนำเทคโนโลยีมาสนับสนุนธุรกิจเพื่อสร้างความยั่งยืนและเติบโตไปพร้อมกับชุมชน โดยได้ตัดสินใจลงสมัคร นายก อบจ.นครราชสีมา
เขายังคงมุ่งมั่นตามเส้นทางที่เขามุ่งหวังคือ ต้องการการเมืองในรูปแบบใหม่ "โปร่งใส ตรวจสอบได้" โดยมีนโยบายหลัก คือ 3 เปลี่ยน ได้แก่ โคราชเปลี่ยน เศรษฐกิจเปลี่ยน และอนาคตเปลี่ยน แม้จะมาเพียงคนเดียวไม่มีทีม แต่ กอล์ฟ ไม่หวั่นไหวชูความเป็นตัวเองที่สามารถประสานงานและทำงานร่วมกับคนอื่นได้หากได้รับการเลือกตั้งเข้าไป และเขายังคงเดินหน้าหาเสียงด้วยการนำเสนอปัญหาและนโยบายผ่านสื่อโซเชียลมีเดียอยู่เป็นประจำ
นโยบายหาเสียง
“กอล์ฟ” มุ่งเน้นการพัฒนาเมืองโคราชให้มีความทันสมัยและยั่งยืน โดยมีนโยบายสำคัญคือ
- ฟื้นฟูอัตลักษณ์ท้องถิ่น: ส่งเสริมการใช้รถสามล้อถีบเป็นสัญลักษณ์ของเมืองโคราช เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น
- ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน: แก้ไขปัญหาถนนชำรุดและระบบสาธารณูปโภค เพื่ออำนวยความสะดวกในการสัญจรและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของประชาชน
- ลดการตั้งด่านในเขตเมือง: เสนอให้ลดจำนวนด่านตรวจในเขตเศรษฐกิจกลางเมือง เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจในช่วงกลางคืน
- ส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น: สนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยและกิจกรรมทางวัฒนธรรม เพื่อสร้างรายได้และความเข้มแข็งให้กับชุมชน
นายมารุตมีความตั้งใจที่จะนำประสบการณ์จากภาคธุรกิจและการทำงานในต่างประเทศมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเมืองโคราชให้เป็นเมืองที่น่าอยู่และมีความเจริญก้าวหน้า
ผู้สมัครหมายเลข 4 นายอดุลย์ อยู่ยืน อดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา หลายสมัย ครานี้เขากระโดดลงมาเล่นสนามเทศบาลนครนครราชสีมาหลังสอบตกในการเลือกตั้งที่ผ่านมา “อดุลย์” เป็นนักการเมืองท้องถิ่นที่มีบทบาทสำคัญในจังหวัดนครราชสีมา เขาลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา หมายเลข 4 ในนามกลุ่ม “พลังเทศบาล” พร้อมทีมผู้สมัครสมาชิกสภาเทศบาล (ส.ท.) ทั้ง 4 เขต รวม 24 คน
ประวัติและประสบการณ์ทางการเมือง
- อายุ: 58 ปี
- การศึกษา: สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก
- ประสบการณ์: เคยดำรงตำแหน่งรองนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) นครราชสีมา
- บทบาทล่าสุด: ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา นางยลดา หวังศุภกิจโกศล ก่อนลาออกมาลงสมัครรับเลือกตั้งนายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา
นโยบายและวิสัยทัศน์
“อดุลย์” มุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของเมือง เช่น การปรับปรุงระบบน้ำประปา ขยายโครงข่ายถนน และติดตั้งเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงสาธารณะครอบคลุมพื้นที่ 37.5 ตารางกิโลเมตร นอกจากนี้ เขายังสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด เพิ่มพื้นที่สีเขียว ควบคุมมลพิษ และส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น
การมีส่วนร่วมกับชุมชน
“อดุลย์” มีความใกล้ชิดกับชุมชน โดยเน้นการรับฟังปัญหาของประชาชนและนำเสนอแนวทางแก้ไข เขาเคยลงพื้นที่หาเสียงในชุมชนต่าง ๆ เช่น ชุมชนบึงแสนสุข และชูนโยบายที่เน้นการแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน
สำหรับนโยบายหาเสียงที่มุ่งเน้นการพัฒนาเมืองโคราชอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายหลักในการแก้ไขปัญหาพื้นฐานของประชาชนและยกระดับคุณภาพชีวิตในทุกมิติ นโยบายสำคัญที่เขาเสนอมีดังนี้:
- พัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน
- ถนนและการจราจร: ปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านถนน เพื่อให้การสัญจรภายในเมืองเป็นไปอย่างสะดวกและปลอดภัย
- ระบบประปา: แก้ไขปัญหาน้ำประปาไม่เพียงพอหรือไม่สะอาด เพื่อให้ประชาชนมีน้ำใช้ที่มีคุณภาพ
- การจัดการขยะ: พัฒนาระบบการจัดเก็บและกำจัดขยะอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดปัญหาขยะล้นเมือง
- สิ่งแวดล้อม: ส่งเสริมการรักษาสิ่งแวดล้อมและเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง (ผู้จัดการออนไลน์)
- ส่งเสริมเศรษฐกิจท้องถิ่น
- การสร้างรายได้: สนับสนุนกิจกรรมและโครงการที่ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนในท้องถิ่น
- การพัฒนาอาชีพ: ส่งเสริมการฝึกอบรมและพัฒนาอาชีพ เพื่อเพิ่มโอกาสในการทำงานและสร้างรายได้
- การบริหารที่โปร่งใสและใกล้ชิดประชาชน
- ไม่อิงพรรคการเมือง: ดำเนินการบริหารงานโดยไม่ยึดโยงกับพรรคการเมืองใด ๆ เพื่อให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างอิสระและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน
- การมีส่วนร่วมของประชาชน: เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและเสนอความคิดเห็นในการพัฒนาเมือง (Log in or sign up to view)
- การพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน
- โครงสร้างพื้นฐาน: พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของเมืองให้ทันสมัยและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน
- การใช้พลังงานสะอาด: ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
- การควบคุมมลพิษ: ดำเนินมาตรการควบคุมมลพิษเพื่อรักษาคุณภาพชีวิตของประชาชน
ทั้งนี้สนามเลือกตั้ง ทน.นครราชสีมา มีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งสิ้น 93,938 คน จัดแบ่ง 4 เขต สท.เขตละ 6 คน ครบคลุม 98 ชุมชน ซึ่งมี 185 หน่วยเลือกตั้ง สำหรับเทศบาลนครนครราชสีมา เป็นเทศบาลขนาดใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีงบประมาณต่อปีกว่า 1.6 พันล้านบาท มากเป็นลำดับต้นๆ ของประเทศไทย มีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี





















