ศึกษาธิการโคราชเร่งสอบปมครูต่างชาติทำอนาจารเด็ก นร.หญิง 71 คน เรียกประชุมด่วน!หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและโรงเรียนเอกชนต้นเหตุสอบข้อเท็จจริงให้สรุปผลภายใน 7 วัน ก่อนเสนอ สช.ลงโทษ ชี้ขั้นสูงสุดสั่งถอนใบอนุญาต ด้าน พม.เร่งหาตัวเด็กที่ถูกกระทำเพื่อเยียวยาจิตใจ
วันนี้ (26 ม.ค.69) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีนายสนธยา อ่อนน่วม อดีตฝ่ายบริหารสถานการศึกษาแห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.นครราชสีมา ออกมาเปิดเผยรายละเอียดครูชาวต่างชาติทำอนาจารเด็กนักเรียนหญิงโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมาจำนวน 71 คนตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น
ล่าสุด เมื่อเวลา 14.30 น.วันนี้(26 ม.ค.) ที่ห้องประชุมสีมารักษ์ นายไพศาล ที่รัก ศึกษาธิการจังหวัดนครราชสีมา ได้เรียกประชุมเจ้าหน้าที่ นิติกร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยมี น.ส.ยุภา บุญพร้อม นักพัฒนาเด็ก สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พมจ.) นครราชสีมา , น.ส.กันยากร สมแสน พนักงานคุ้มครองเด็กตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา และ น.ส.ศิรินธร กูดทา นักจิตวิทยา บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดนครราชสีมา รวมถึงนายสนธยา อ่อนน่วม อดีตฝ่ายบริหารโรงเรีนผู้ออกมาเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว เพื่อเข้าให้ข้อมูลและรายละเอียดรวมถึงเอกสารหลักฐานการสอบปากคำเด็กนักเรียนทั้ง 71 คนของทางโรงเรียนที่นายสนธยามีอยู่ โดยการประชุมหารือใช้เวลานานกว่า 1.30 ชั่วโมง ทางศึกษาธิการจังหวัดได้แจ้งว่าโรงเรียนที่เกิดเหตุ จะเดินทางเข้ามาชี้แจงรายละเอียดโดยส่งฝ่ายกฎหมายของทางโรงเรียนเข้าไปชี้แจ้ง หลังที่ประชุมรอนานกว่า 40 นาทีปรากฏว่าทางโรงเรียนไม่ได้เดินทางมาจึงแยกย้ายกลับไปปฏิบัติภารกิจ
นายไพศาล ที่รัก ศึกษาธิการจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า การเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงนายสนธยา เข้ามาประชุมหารือในวันนี้เพื่อต้องการรับทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น หลังจากปรากฏเป็นข่าวตามสื่อมวลชนไปแล้วนั้น ซึ่งวันนี้นายสนธยา ได้แสดงเอกสารหลักฐานที่ทางโรงเรียนได้สอบสวนและทำการสอบปากคำเด็กนักเรียนที่ได้รับผลกระทบจากการกระทำของครูชาวต่างชาติดังกล่าว และหลังจากทราบข้อเท็จจริงทั้งหมดแล้ว จะเรียกให้ทางโรงเรียนที่เกิดเหตุมาชี้แจงข้อเท็จจริงมาให้ทราบภายใน 7 วัน เมื่อได้รับข้อมูลชัดเจนจากทุกฝ่ายแล้วจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงและสรุปส่งเรื่องทั้งหมดรวมถึงแนวทางในการปฏิบัติให้กับคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช) กระทรวงศึกษาธิการ หากความผิดถึงขึ้นไหนเราก็จะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาไม่ว่าจะเป็นขั้นสูงสุดคือเพิกถอนใบอนุญาตหรือยุบโรงเรียน ไม่ว่าจะถึงขั้นใดเราจะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมากับผู้ที่เกี่ยวข้อง เพราะเรื่องความปลอดภัยของผู้เรียนถือเป็นเรื่องที่สำคัญโรงเรียนต้องเป็นสถานที่ปลอดภัย 100% โดยเฉพาะการล่วงละเมิดไม่ว่าจะเรื่องใด ๆ
“ขอให้ทุกท่านได้มั่นใจว่าสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดไม่ได้นิ่งดูดายเราจะทำหน้าที่ตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายเอื้ออำนวยให้อย่างเต็มที่ ฉะนั้นขอให้ทุกท่านไว้วางใจได้ว่า หากมีการกระทำผิดเกิดขึ้นจริงเราจะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย” นายไพศาล กล่าว
นายไพศาล กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีหน่วยงานต่างๆ ที่พร้อมให้การช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นทางด้าน พม.ที่จะเข้ามาช่วยเหลือเยียวยาเด็ก ๆ ที่ถูกกระทำ จากการประสานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่ายังไม่มีการแจ้งความดำเนินคดีในกรณีดังกล่าวเกิดขึ้น เท่าที่ทราบเนื่องจากว่า บางส่วนผู้ปกครองอาจจะไม่ทราบว่ามีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับบุตรหลานของตัวเอง ฉะนั้นจากนี้ในจะได้มีการเรียกสอบเด็ก ๆ ที่ถูกกระทำและเจ้าหน้าที่นักจิตวิทยาจะเข้าไปประเมินสภาพจิตใจของเด็ก ซึ่งบางส่วนอาจจะจบจากโรงเรียนแห่งนี้ออกไปแล้ว และบางส่วนยังเรียนอยู่ก็มี เราจะไปตามเด็กที่มีรายชื่อที่ได้รับมอบในวันนี้ต่อไป และอาจจะมีการสอบถามทางโรงเรียนว่า หลังจากสอบถามข้อมูลจากเด็ก ๆ แล้ว และมีหลักฐานชัดเจนถึงการกระทำของครูชาวต่างดังกล่าว ได้แจ้งให้ผู้ปกครองทราบหรือไม่ เพราะเรื่องใหญ่ขนาดนี้และเกิดความเสียหายกับเด็กกลุ่มใหญ่ถึง 71 คน ไม่น่าจะปล่อยให้เรื่องเงียบขนาดนี้

นายไพศาล กล่าวต่อว่า ทุกอย่างจะต้องสอบสวนหากที่มาที่ไปให้กระจ่างชัด เรื่องแบบนี้สังคมต้องรับรู้และช่วยกันป้องกันไม่ใช่การปกปิดให้เรื่องเงียบและเรามีหน้าที่ปกป้องเด็ก ต้องทำให้เด็กปลอดภัยจากสิ่งเหล่านี้ และหน้าที่ของโรงเรียนเองต้องรายงานความเป็นอยู่ของนักเรียนให้ผู้ปกครองทราบ โดยเฉพาะเรื่องด่วนแบบนี้ต้องรายงานให้ทราบทันที ในช่องทางที่รวดเร็วที่สุด ไม่ใช่การปิดเงียบจนผิดปกติแบบนี้ เนื่องจากเป็นเรื่องที่กระทบต่อจิตใจของเด็กอย่างมาก เด็กเขาจะต้องเติบโตขึ้นไปอีกและมันเป็นตราบาปไปตลอด โรงเรียนต้องแจ้งทันที ที่สำคัญเมื่อผลสอบออกมาอย่างชัดเจนว่า ครูชาวต่างชาติคนนี้มีพฤติกรรมการทำอนาจารกับเด็ก ต้องกันออกไปให้ห่างไม่ให้เข้าไปให้โรงเรียนอีกเด็ดขาด เพราะถือเป็นบุคคลต้องห้ามเข้ามาในโรงเรียนอย่างเด็ดขาด และต้องระบุในประวัติของครูคนนั้น ว่ามีพฤติกรรมแบบนี้คุณไม่เหมาะสมที่จะมีอาชีพเป็นครู โรงเรียนใดจะรับครูเข้ามาสอน ก็จะดูประวัติก่อนที่จะรับไม่ว่าจะครูชาวไทยหรือชาวต่างชาติ














